ถอดรหัสบัญชีร้านอาหาร! วิธีจัดหมวดหมู่รายรับ-รายจ่าย ให้เห็นกำไรสุทธิแบบไม่มีหมกเม็ด
Article

ถอดรหัสบัญชีร้านอาหาร! วิธีจัดหมวดหมู่รายรับ-รายจ่าย ให้เห็นกำไรสุทธิแบบไม่มีหมกเม็ด

ทีมงาน Kamrai1 min read1 June 2026

อยากรู้ว่าร้านอาหารของคุณกำไรหรือขาดทุนที่แท้จริง? มาดูวิธีจัดหมวดหมู่รายรับ-รายจ่ายที่ถูกต้องสำหรับร้านอาหารโดยเฉพาะ เพื่อช่วยให้คุณควบคุมต้นทุนวัตถุดิบและค่าแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

#รายรับรายจ่ายร้านอาหาร#บัญชีร้านอาหาร#บัญชีธุรกิจ

จัดหมวดหมู่บัญชีร้านอาหารให้เป็นระบบ รู้ทันทีเงินไหลไปไหน

การทำร้านอาหารมีตัวเลขวิ่งเข้าวิ่งออกอยู่ตลอดเวลา ทั้งค่าวัตถุดิบสดแปรผันรายวัน ค่าแก๊ส ค่าทิชชู่ ไปจนถึงค่าแรงพนักงาน ถ้าเราจดทุกอย่างรวมกันเป็นก้อนเดียวโดยไม่แยกหมวดหมู่ พอสิ้นเดือนมาเราจะไม่รู้เลยว่า "จุดรั่วไหล" ของเงินที่แท้จริงมาจากตรงไหน

การจัดหมวดหมู่รายรับ-รายจ่ายที่ครอบคลุมและเหมาะสมกับธุรกิจร้านอาหารโดยเฉพาะ จะช่วยให้คุณประเมินสุขภาพการเงินของร้านได้อย่างแม่นยำครับ

1. ฝั่งรายรับ (Revenue) : แยกตามช่องทางการขาย

ร้านอาหารยุคนี้ไม่ได้มีแค่ลูกค้าเดินเข้าร้าน (Walk-in) การแยกช่องทางรายรับจะทำให้เรารู้ว่าช่องทางไหนทำเงินได้มากที่สุด และช่องทางไหนมีต้นทุนแฝง:

  • รายรับหน้าร้าน (Dine-in / Takeaway): ยอดขายจากลูกค้าที่มานั่งทานที่ร้านหรือสั่งกลับบ้าน
  • รายรับจาก Delivery: ยอดขายผ่านแพลตฟอร์มต่างๆ (LINE MAN, Grab, Foodpanda) การแยกหมวดนี้จะช่วยให้เราเห็นตัวเลขยอดขายก่อนโดนหักค่า GP ที่ชัดเจน
  • รายรับจาก Catering / Event: ยอดขายจากการรับจัดเลี้ยงหรือออกบูธนอกสถานที่ (ถ้ามี)

2. ฝั่งรายจ่าย (Expenses) : แยกตามโครงสร้างต้นทุนร้านอาหาร

นี่คือส่วนที่สำคัญที่สุดครับ สำหรับร้านอาหารเราควรแบ่งหมวดหมู่รายจ่ายออกเป็น 4 กลุ่มหลักๆ ดังนี้:

2.1 ต้นทุนวัตถุดิบ (Cost of Goods Sold - COGS)

คือค่าใช้จ่ายที่เป็น "อาหารและเครื่องดื่ม" โดยตรง ยิ่งขายดี หมวดนี้ยิ่งสูงขึ้นตาม เป็นตัวชี้วัดหลักว่าเราตั้งราคาอาหารได้ดีพอหรือยัง

  • ค่าของสด (เนื้อสัตว์, ผัก, ไข่)
  • ค่าของแห้งและเครื่องปรุง
  • ค่าเครื่องดื่มและน้ำแข็ง

2.2 ค่าใช้จ่ายพนักงาน (Labor Cost)

ค่าแรงคือหนึ่งในต้นทุนที่สูงที่สุดของร้านอาหาร การแยกหมวดนี้จะช่วยให้เราบริหารกะการทำงาน (Shift) ของพนักงานได้ดีขึ้น

  • เงินเดือนพนักงานประจำ (หน้าร้าน/ในครัว)
  • ค่าจ้างพนักงานพาร์ทไทม์ (รายชั่วโมง/รายวัน)
  • สวัสดิการพนักงาน (ค่าอาหาร, ประกันสังคม)

2.3 ต้นทุนการดำเนินงานของร้าน (Occupancy & Operational Cost)

คือค่าใช้จ่ายเพื่อให้ร้านยังคงเปิดดำเนินการต่อไปได้ มีทั้งส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่และผันแปรตามการใช้งาน

  • ค่าเช่าสถานที่ และค่าส่วนกลาง
  • ค่าน้ำ, ค่าไฟ, ค่าแก๊สหุงต้ม, ค่าอินเทอร์เน็ต
  • ค่าบรรจุภัณฑ์ (Packaging) กล่อง ถุง ตะเกียบ สำหรับเดลิเวอรี
  • ค่าอุปกรณ์ทำความสะอาด และของใช้จุกจิก (ทิชชู่, น้ำยาล้างจาน)

2.4 ค่าการตลาดและค่าธรรมเนียม (Marketing & Fees)

  • ค่าโฆษณาออนไลน์ (ยิงแอด Facebook / TikTok)
  • ค่าธรรมเนียมระบบและค่า GP Delivery (ตัวเลขส่วนนี้ต้องจดแยกให้ชัดเจนเพื่อดูความคุ้มค่า)

Tip: สัดส่วนในฝันของร้านอาหารส่วนใหญ่มักจะพยายามคุมให้ ต้นทุนวัตถุดิบ (Food Cost) อยู่ที่ประมาณ 30-35% และค่าแรงพนักงานอยู่ที่ 15-20% ของยอดขาย เพื่อให้เหลือผลกำไรที่คุ้มค่าเหนื่อยครับ


Kamrai ช่วยจัดหมวดหมู่รายรับรายจ่ายของร้านอาหารได้อย่างไร?

คุณไม่จำเป็นต้องนั่งปวดหัวกับการแยกหมวดหมู่ตัวเลขที่ซับซ้อนในสมุดบัญชี เพราะแอปพลิเคชัน Kamrai มีระบบจัดหมวดหมู่รายรับ-รายจ่ายที่ยืดหยุ่นและใช้งานง่ายสุดๆ คุณสามารถสร้างหมวดหมู่เฉพาะสำหรับร้านอาหาร เช่น "หมวดของสด", "หมวดแพ็กเกจจิ้ง" หรือ "หมวดค่า GP" ได้ตามต้องการ

เมื่อคุณบันทึกข้อมูลเข้าไป Kamrai จะทำการประมวลผลและสรุปออกมาเป็นแผนภูมิวงกลม (Pie Chart) ที่สวยงามและเข้าใจง่าย ทำให้คุณเห็นได้ทันทีว่าเดือนนี้ร้านมีสัดส่วน Food Cost กี่เปอร์เซ็นต์ หรือหมดเงินไปกับค่าใช้จ่ายส่วนไหนมากเกินไป ช่วยให้คุณควบคุมต้นทุนได้อย่างแม่นยำ ปิดรอยรั่วทางการเงิน และสร้างกำไรให้ร้านอาหารของคุณเติบโตได้อย่างยั่งยืน เริ่มต้นจัดการบัญชีร้านอาหารให้เป็นเรื่องง่ายกับ Kamrai ได้แล้ววันนี้ครับ

Try Kamrai Free

Let Kamrai handle the numbers for you

Start for free. No credit card required.

Get Started Free