สรุปให้ครบ! เรื่อง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่คนทำธุรกิจต้องรู้ 7%, 0%, ภ.พ.36 และภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร?
บทความ

สรุปให้ครบ! เรื่อง VAT (ภาษีมูลค่าเพิ่ม) ที่คนทำธุรกิจต้องรู้ 7%, 0%, ภ.พ.36 และภาษีซื้อต้องห้ามคืออะไร?

ทีมงาน Kamrai6 นาทีในการอ่าน12 มิถุนายน 2569

ปวดหัวกับเรื่อง VAT อยู่หรือเปล่า? บทความนี้จะพามือใหม่ทำธุรกิจไปทำความรู้จักกับภาษีมูลค่าเพิ่มประเภทต่างๆ เพื่อให้จัดการบัญชีได้อย่างถูกต้องและไม่โดนสรรพากรเรียกย้อนหลัง!

#ภาษี#vat#business#ธุรกิจ

เจาะลึกเรื่อง VAT ฉบับเจ้าของธุรกิจ เข้าใจง่าย ไม่ต้องพึ่งศัพท์ยาก

เมื่อธุรกิจของคุณเริ่มเติบโตจนมีรายได้เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี หรือจดทะเบียนบริษัทและเข้าระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ไปแล้ว สิ่งที่จะตามมาคือหน้าที่ในการนำส่งภาษีครับ แต่เรื่อง VAT ไม่ได้มีแค่การบวกเพิ่ม 7% อย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะในโลกของการทำบัญชีธุรกิจ ยังมีรายละเอียดของ VAT อีกหลายประเภทที่เจ้าของกิจการต้องรู้ เพื่อไม่ให้เสียผลประโยชน์หรือโดนค่าปรับย้อนหลังครับ

วันนี้เราจะมาสรุปประเภทของภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนทำธุรกิจต้องเจอบ่อยๆ แบบเข้าใจง่ายๆ กันครับ

1. VAT 7% (ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตรามาตรฐาน)

นี่คือ VAT ตัวที่เราคุ้นเคยกันดีที่สุดครับ ธุรกิจทั่วไปที่ขายสินค้าหรือให้บริการในประเทศไทยจะต้องเรียกเก็บภาษีส่วนนี้จากลูกค้า (ภาษีขาย) และสามารถนำภาษีที่ตัวเองจ่ายไปตอนซื้อของเข้ามา (ภาษีซื้อ) มาหักลบกันได้

2. VAT 0% (ภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราศูนย์)

หลายคนมักสับสนว่า VAT 0% กับ "การได้รับยกเว้นภาษี" คือเรื่องเดียวกัน แต่จริงๆ แล้วต่างกันครับ ธุรกิจที่ได้สิทธิ VAT 0% มักจะเป็น ธุรกิจส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ หรือการให้บริการที่ใช้ในต่างประเทศ

ความพิเศษคือ ธุรกิจของคุณไม่ต้องเก็บ VAT จากลูกค้าเลย (เพราะเป็น 0%) แต่ คุณยังคงมีสิทธินำ "ภาษีซื้อ" จากการซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาขอคืนจากสรรพากรได้เต็มจำนวนครับ ถือเป็นข้อได้เปรียบมากๆ

3. ธุรกิจที่ได้รับยกเว้น VAT (Exempted)

ธุรกิจกลุ่มนี้คือกลุ่มที่กฎหมายมองว่าเป็นสินค้าหรือบริการจำเป็นพื้นฐาน เช่น การขายพืชผลทางการเกษตร (ที่ยังไม่แปรรูป), เนื้อสัตว์สด, การศึกษา, โรงพยาบาล หรือการขนส่งในประเทศ

ข้อควรระวัง: ธุรกิจกลุ่มนี้จะไม่มีสิทธิเรียกเก็บ VAT จากลูกค้า และที่สำคัญคือ ไม่สามารถนำภาษีซื้อมาขอคืนได้เลย (ภาษีซื้อที่เกิดขึ้นต้องนำไปรวมเป็นต้นทุนของกิจการเท่านั้นครับ)

4. ภ.พ.36 (VAT สำหรับการจ่ายเงินไปต่างประเทศ)

ตัวนี้คือสิ่งที่คนทำธุรกิจออนไลน์หรือ SME ยุคใหม่เจอทุกคนครับ! ภ.พ.36 คือการนำส่งภาษีมูลค่าเพิ่มแทนบริษัทต่างชาติที่ไม่ได้จดทะเบียน VAT ในไทย แต่มาให้บริการเรา

ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ ค่าโฆษณา Facebook, Google, TikTok หรือค่าเช่าระบบซอฟต์แวร์ต่างประเทศ (เช่น Zoom, Canva) เมื่อคุณจ่ายเงินค่าบริการเหล่านี้ ธุรกิจของคุณมีหน้าที่ต้องนำส่ง VAT 7% ของยอดนั้นให้สรรพากรด้วยแบบ ภ.พ.36 ครับ (แต่ข่าวดีคือ ใบเสร็จ ภ.พ.36 นี้นำมาเคลมเป็นภาษีซื้อในเดือนถัดไปได้นะ)

5. ภาษีซื้อต้องห้าม (Non-creditable Input Tax)

อันนี้คือจุดตายที่เจ้าของธุรกิจหลายคนพลาดครับ "ภาษีซื้อต้องห้าม" คือภาษีมูลค่าเพิ่มที่คุณจ่ายไปจริงๆ มีใบกำกับภาษีถูกต้อง แต่ กฎหมายไม่อนุญาตให้นำมาหักลบกับภาษีขายหรือขอคืนได้ ตัวอย่างที่เจอบ่อยได้แก่:

  • ค่ารับรอง: ค่าอาหารหรือของขวัญที่พาผู้มุ่งหวังไปเลี้ยงสังสรรค์ (ตัวค่าใช้จ่ายเป็นรายจ่ายบริษัทได้ แต่ตัว VAT ห้ามนำมาเคลม)
  • รถยนต์นั่งไม่เกิน 10 ที่นั่ง: เช่น ซื้อรถเก๋งมาให้เซลส์ขับ ภาษีซื้อของตัวรถ รวมถึงค่าน้ำมันและค่าซ่อมบำรุงของรถคันนี้ นำมาเคลม VAT ไม่ได้ครับ (ยกเว้นรถกระบะตอนเดียว/แค็บ ที่เคลมได้)
  • ใบกำกับภาษีไม่สมบูรณ์: เช่น ชื่อที่อยู่บริษัทผิด, เลขประจำตัวผู้เสียภาษีผิด, หรือเป็นบิลเงินสดธรรมดาที่ไม่มีคำว่า "ใบกำกับภาษี"

Kamrai ช่วยจัดการเรื่องภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับธุรกิจได้อย่างไร?

การบริหารจัดการเอกสารภาษีจะง่ายขึ้นหลายเท่าเมื่อคุณใช้แอปพลิเคชัน Kamrai ครับ แม้เรื่อง VAT จะดูมีรายละเอียดหยุมหยิม แต่ Kamrai ถูกออกแบบมาให้รองรับการบันทึกรายรับ-รายจ่ายที่ครอบคลุมถึงภาษีมูลค่าเพิ่ม คุณสามารถแยกหมวดหมู่ค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจนว่ารายการไหนมี VAT หรือรายการไหนเป็นภาษีซื้อต้องห้าม (ที่ต้องบันทึกเป็นต้นทุน)

นอกจากนี้ คุณยังสามารถถ่ายรูปใบกำกับภาษีแนบเก็บไว้ในระบบได้ทันที หมดปัญหาบิลหาย บิลซีดจาง พอถึงสิ้นเดือนก็แค่ Export ข้อมูลสรุปรายรับ-รายจ่ายทั้งหมดส่งให้สำนักงานบัญชีไปยื่นแบบ ภ.พ.30 หรือ ภ.พ.36 ได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว ให้ Kamrai ช่วยจัดการความวุ่นวายเรื่องตัวเลข เพื่อให้คุณมีเวลาไปโฟกัสกับการขยายธุรกิจได้อย่างเต็มที่ครับ

ลองใช้ Kamrai ฟรี

ให้ Kamrai จัดการเรื่องบัญชีแทนคุณ

เริ่มต้นฟรี ไม่ต้องใช้บัตรเครดิต ไม่มีวันหมดอายุ

เริ่มใช้งานฟรี